หลักการทั่วไปในการเตรียมตัวเพื่อเป็นนักพูดที่ดี
เท่าที่ผ่านมามีนักวิชาการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ได้ให้หลักเกณฑ์สำหรับการฝึกฝนการพูดเอาไว้มากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่งมีสารประโยชน์
ทั้งสิ้น แต่เนื่องจาก เนื้อที่ในหนังสือเล่มนี้มีจำกัด
ผู้เรียบรียงจึงใคร่ของนำเสนอเฉพาะหลักการฝึกฝนการพูดของนักวิชาการบางท่านที่น่าสนใจ
และไม่ยุ่งยากในการทำควรเข้าใจ อาทิเช่น
๑. หลักสิบประการของสมาคมฝึกการพูดแห่งประเทศไทย
๑.๑ จงเตรียมพร้อม
๑.๒ จงเชื่อมั่นในตนเอง
๑.๓ จงปรากฏตัวอย่างสง่าผ่าเผย
๑.๔
จงพูดโดยใช้เสียงอันเป็นธรรมชาติ
๑.๕
จงใช้ท่าทางประกอบการพูดให้พอเหมาะ
๑.๖
จงใช้สายตาให้เป็นผลดีต่อการพูด
๑.๗ จงใช้ภาษาที่ง่ายและสุภาพ
๑.๘ จงใช้อารมณ์ขัน
๑.๙ จงจริงใจ
๑.๑๐ จงหมั่นฝึกฝน
๒. หลักเบื้องต้นเจ็ดประการ
ของ ซาเร์ทท์ และ ฟอสเตอร์
ซาเร์ทท์ (Sareet)
และ ฟอสเตอร์ (Foster) ได้ให้หลักเบื้องต้น ๗
ประการสำหรับฝึกในการพูดไว้ดังต่อไปนี้
๒.๑
การพูดที่ดีมิใช่เป็นการแสดง แต่เป็นการสื่อความหมาย
๒.๒
ผลสำคัญของการพูดที่ดี ก็คือ การสร้างปฏิกิริยาตอบสนองจากผู้ฟังได้สำเร็จ
๒.๓
ผู้พูดที่ดีย่อมรู้จัดวิธีการต่างๆ
ในการพูดเพื่อที่จะทำให้ผู้ฟังเกิดความใส่ใจอย่างเต็มที่เมื่อผู้พูดต้องการ
๒.๔
การพูดที่ดีต้องมีลักษณะเป็นธรรมชาติ ตรงไปตรงมาง่ายๆ
เป็นกันเองมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
๒.๕ ผู้พูดที่สามารถ คือ
บุคคลที่สามารถเป็นผู้มีเสถียรภาพทางอารมณ์ มีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและต่อผู้ฟัง
๒.๖
การที่ผู้ฟังจะมีความรู้สึกประทับใจอย่างใดอย่างหนึ่งต่อผู้พูดนั้น
ขึ้นอยู่กับลักษณะต่างๆ ในตัวผู้พูดเอง
โดนเฉพาะลักษณะที่ ไม่ใคร่ปรากฏ เด่นชัด
๒.๗
อิริยาบถที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง ที่ช่วยทำให้เกิดการพูดนั้น ๆ
เป็นการพูดที่ดี
๓. หลักบันได
๗ ขั้นของการพูด ของ ดร.นิพนธ์ ศศิธร
ดร.นิพนธ์ ศศิธร ได้กล่าวถึงบันได ๗
ขั้นที่จะนำไปสู่ความสำเร็จแห่งการเป็นนักพูดที่ประสบความสำเร็จ ดังนี้
๓.๑ การรวบรวมเนื้อหาที่จะพูด
๓.๒ การจัดระเบียบเรื่อง
๓.๓ การหาข้อความอื่นๆ
มาประกอบหรือขยายความออกไป
๓.๔ การเตรียมอารัมภบทหรือบทนำ
๓.๕ การเตรียมบทสรุป
๓.๖ การซักซ้อมการพูด
๓.๗ การแสดงการพูด
ซึ่งบันไดทั้ง ๗
ขั้นของการพูดข้างต้น มีเนื้อหาที่น่าสนใจ
ผู้เรียบเรียงจึงขอสรุปและเรียบเรียงมาไว้ ให้เห็นพอสังเขป
